คาปูชิโน่ (Cappuccino) คืออะไร? ต่างจาก “ลาเต้” อย่างไร

คาปูชิโน่ (Cappuccino) คืออะไร? ต่างจาก “ลาเต้” อย่างไร
Chao Doi
Chao Doi

ในหมวดหมู่เมนูกาแฟที่เป็นขวัญใจสายนุ่มละมุน ก็คงจะอดพูดถึงเมนู “คาปูชิโน่” ไม่ได้ เพราะเมนูสีน้ำตาลนวลที่ว่านี้ แทบจะเป็นดั่งเมนูเปิดโลกกาแฟของใครหลายคน รวมถึงนักดื่มที่ไม่ชื่นชอบกาแฟรสเข้มเกินไป แต่ก็ไม่อ่อนจนเกินพอดี แม้จะดื่มง่ายและเบาสบาย แต่ก็ไม่ทิ้งห่างความเป็นกาแฟ ไม่เพียงเท่านั้น คาปูชิโน่ ยังเป็นหนึ่งในเมนูขึ้นหิ้งของตำรับกาแฟโลกพร้อมที่มาแบบน่าสนใจอีกหนึ่งตำรา และปัญหาโลกแตกที่ว่า “คาปูกับลาเต้ ต่างกันยังไง” วันนี้เรามาหาคำตอบไปพร้อม ๆ กัน

คาปูชิโน่ คือกาแฟอะไร?

คาปูชิโน่ เป็นเครื่องดื่มกาแฟที่ได้รับความนิยมมากชนิดหนึ่ง ซึ่งมีเบสเป็นเอสเปรสโซ่ช็อต ผสมกับนมร้อน แล้วออนท็อปด้วยฟองนม ก่อนจะตบท้ายด้วยการโรยผงโกโก้หรือผงซินนาม่อน จนได้กาแฟนมสีน้ำตาลอ่อน สไตล์คลาสสิกสุด ๆ แก้วหนึ่งซึ่ง 3 สัดส่วนสำคัญอันก่อให้เกิด คาปูชิโน่ นั้นมีสัดส่วน (Ratio) เป็น 1:1:1 ซึ่งทำให้รสชาติที่ได้ไม่เข้มหรือเบาจนเกินไป วัตถุดิบหลักทั้ง 3 จะช่วยเบลนด์กาแฟรสเข้มให้อ่อนนุ่ม ละมุน และดื่มง่าย คาปูชิโน่ จึงเป็นกาแฟแก้วโปรดของใครที่ไม่ชอบความเข้มจนเกินไปของเอสเปรสโซ่ แต่ก็ยังคงความเป็นกาแฟที่ไม่ได้อ่อนจนเกินไป คาปูชิโน่ จึงเป็นดั่งเมนูสายกลางแก้วเด็ดของวงการกาแฟ

ความเป็นมาของ “คาปูชิโน่”

กาแฟนมรสนุ่มสไตล์คลาสสิกในชื่อ คาปูชิโน่ ปรากฏครั้งแรกทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี ช่วงปี ค.ศ. 1930 และถึงแม้ว่าจะมีถิ่นฐานมาจากประเทศผู้ร่ำรวยอารยธรรมกาแฟ แต่ก็ยังมีเรื่องราวที่ซับซ้อนลงไปอีกสเต็ป เพราะคาปูชิโน่มีวัฒนธรรมตกทอดทางอ้อมมาจาก กาแฟสไตล์ออสเตรียที่ชื่อว่า “Kapuziner” เมนูกาแฟท้องถิ่นและขึ้นชื่อของกรุงเวียนนา หลายคนมักเรียกในอีกหลายชื่อว่า Viennese Coffee หรือ Café Viennois


“Kapuziner” เป็นเครื่องดื่มกาแฟแก้วแรก ๆ ของยุโรป ที่มีการเติมนมลงไป และถูกนำมาปรากฏตามร้านกาแฟในกรุงเวียนนา ราว ๆ ศตวรรษที่ 17 นอกจากนมแล้ว Kapuziner ยังถูกคิดค้นให้เติมครีม น้ำตาล หรือเครื่องเทศลงไป เช่น อบเชย หรือ ช็อกโกแลต ว่ากันว่าชื่อของเมนูนี้ ถูกตั้งตาม “Capuchin friars” บาทหลวงที่มีผ้าคลุมสีน้ำตาลคล้ายกับเมนูกาแฟแก้วนี้


ถัดจากนั้นนานนับศตวรรษ เศษเสี้ยวของวัฒนธรรมกาแฟเหล่านี้ได้ถูกหลอมรวมและถือกำเนิดเป็น “Cappuccino” จริง ๆ ณ อิตาลีในที่สุด โดยที่ Kapuziner ยังคงมีอยู่และไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใดในปัจจุบัน อาจเรียกได้ว่าเป็น Kapuziner เปรียบเหมือนญาติห่าง ๆ ต่างเชื้อชาติของ คาปูชิโน่ ก็คงไม่เกินจริง

หลักในการดื่มคาปูชิโน่

หลักในการดื่มคาปูชิโน่

เพียงผิวเผิน หลายคนอาจมองว่า เมนูกาแฟที่ดูหน้าตาเรียบง่าย อย่าง คาปูชิโน่ อาจมีหลักการดื่มไม่ยาก แค่ยกดื่มจบ ไม่ต้องสนอะไร แต่ความจริงแล้ว หลักการดื่มคาปูชิโน่แก้วธรรมดา สามารถเลือกดื่มได้หลากหลาย เพื่อที่จะซึมซับและดื่มด่ำกับรสชาติกาแฟได้อย่างเต็มที่ โดยองค์ประกอบทั้ง 3 อย่างในคาปูชิโน่ มีการซุกซ่อนดีเทลที่เต็มไปด้วยอารยธรรมกาแฟและเป็นเหมือนการทดสอบฝีมือบาริสต้าไปด้วยในคราวเดียว โดยเฉพาะตรง “ฟองนม”


การดื่มคาปูชิโน่ฉบับอิตาเลียนแท้ ๆ เราไม่ควรนำช้อนไปคนมันให้แตกชั้นหรือให้ฟองแตกตัว แต่จะใช้วิธีจิบกาแฟไปพร้อมกับฟองนมด้านบน ให้รสกาแฟไหลผ่านฟองนมนุ่ม ๆ จะได้สัมผัสที่ละมุนเป็นพิเศษ และเมื่อดื่มคาปูชิโน่จนหมดแก้ว จะปรากฏฟองนมอีกเพียงเล็กน้อย ให้เราสามารถใช้ช้อนตักชิมคล้ายกับของหวานปิดท้ายได้อีกด้วย ที่สำคัญ ฟองนม ที่ออนท็อปบนคาปูชิโน่นั้น ยังสามารถบอกความเก่งและความละเอียดใส่ใจของบาริสต้าได้ในอีกทางด้วย เพราะว่าหากฟองนมมีการสลายก่อนที่กาแฟจะถูกดื่มจนหมด นั่นอาจหมายความว่า ฟองนม บนแก้วนั้น ถูกตีขึ้นฟองแบบรีบ ๆ และไร้คุณภาพ แต่หากฟองนมละเอียด นุ่ม และแน่น นั่งจะสื่อถึงว่า บาริสต้ามีความชำนาญและใส่ใจในกาแฟแต่ละแก้วอย่างแท้จริง


ถึงอย่างนั้น การดื่มคาปูชิโน่ตามฉบับดั้งเดิม แต่เสริม “การคนกาแฟให้เข้ากัน” ยังสามารถทำได้ เพราะตามฉบับอิตาเลียนแล้ว การคนคาปูชิโน่ให้เข้ากันก่อนดื่ม เป็นอีกวิธีดื่มหนึ่งที่ขึ้นอยู่กับตามความชอบส่วนบุคคล ซึ่งช่วยทำให้องค์ประกอบทั้ง 3 ส่วนเข้ากันดี โดยเฉพาะกรณีที่นักดื่มชอบใส่น้ำตาลลงไปด้วย การคนกาแฟก่อนเบา ๆ จึงสามารถเป็นอีกหลักการดื่มคาปูชิโน่สาขาย่อยได้เหมือนกัน

ความแตกต่างระหว่าง “คาปูชิโน่” กับ “ลาเต้”

ความแตกต่างระหว่าง “คาปูชิโน่” กับ “ลาเต้”

ในบรรดาอาณาจักรกาแฟใส่นมทั้งหมด เมนูระดับตำนานและเป็นที่นิยมมาเสมอ เห็นจะเป็น คาปูชิโน่ (Cappuccino) และลาเต้ (Latte) สองพี่น้องตระกูลกาแฟนมที่หลายคนก็ว่าคล้ายหลายคนก็ว่าเหมือนหรือแม้แต่บางคนก็อาจแยกทั้ง 2 เมนูไม่ออกกันเลยทีเดียว ซึ่งจริง ๆ แล้วทั้งคาปูชิโน่และลาเต้นั้น มีจุดต่างที่สามารถรับรู้ได้ไม่ยาก

ทั้งคาปูชิโน่และลาเต้ ล้วนมีส่วนผสมของนมและฟองนมเหมือน ๆ กัน แต่ทว่า ปริมาณนมร้อนในคาปูชิโน่นั้นจะมีน้อยกว่าและมีฟองนมด้านบนมากระดับหนึ่ง ขณะที่ ลาเต้จะมีปริมาณนมร้อนที่มากกว่าคาปูและฟองนมน้อยกว่า

ด้วยสัดส่วนของนมร้อนในคาปูชิโน่และลาเต้ที่ต่างกัน ซึ่งในคาปูชิโน่นั้นมีปริมาณที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับในลาเต้ ส่งผลให้คาปูชิโน่จะให้รสชาติกาแฟที่เข้มข้นกว่าลาเต้ ปริมาณนมไม่มากหรือน้อยจนเกินไป ขณะที่ในลาเต้มีปริมาณนมที่มากกว่า (Milk 2 : 1 Espresso) ส่งผลให้การเจือจางระหว่างนมและกาแฟในลาเต้จะมีมากกว่า รสชาติที่ได้จึงเบาสบายและมีความเข้มข้นน้อยกว่าคาปูชิโน่ระดับหนึ่ง

ปกติแล้ววัฒนธรรมการโรยผงโกโก้ หรือ ผงอบเชย (Cinnamon) ไว้ด้านบนฟองนม มักพบในเมนู คาปูชิโน่ ถึงแม้ตามฉบับอิตาเลียนจะไม่มีการโรยผงใด ๆ เลยก็ตาม แต่คาปูชิโน่ในวัฒนธรรมหลายประเทศได้เพิ่มการโรยผงโกโก้ลงบนชั้นโฟมด้านบนสุด ขณะที่ลาเต้มักไม่ปรากฏการโรยผงใด ๆ ลงบนชั้นโฟมบางเหล่านั้น แต่กลับกันได้มีการนิยมทำลาเต้อาร์ต (Latte Art) ลายสวยทดแทน

คาปูชิโน่ เมนูที่คล้ายจะธรรมดาแต่ว่าเต็มไปด้วยเรื่องราวน่าทึ่งและวัฒนธรรมการดื่มที่น่าสนใจ เป็นอีกหนึ่งเมนูกาแฟใส่นมที่ครองใจคอกาแฟมาแล้วทั่วโลก เช่นเดียวกับ คาปูชิโน่ชาวดอย เมนูที่เหมือนจะธรรมดาแต่ซ่อนความพิเศษจากเมล็ดกาแฟชนิดพิเศษเอาไว้ ด้วยการคัดเมล็ดกาแฟผ่านกรรมวิธีพิเศษจากดอยไทยแท้ จึงให้กลิ่นและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ ไม่เหมือนใคร เครื่องกาแฟจากชาวดอยที่พร้อมเสิร์ฟความธรรมดาที่แสนพิเศษนี้ถึงคอกาแฟทั่วประเทศ ให้ได้เริ่มพร้อมการใช้ชีวิตในทุก ๆ วัน รวมถึงใส่ใจคุณภาพของเมล็ดกาแฟส่งต่อถึงมือของลูกค้า ผ่านหน้าร้านชาวดอยทุกสาขาทั่วประเทศไทย