รวม 5 เทคนิคสำคัญ อยากเปิดร้านกาแฟให้ปังแนะนำให้ทำตามนี้

รวม 5 เทคนิคสำคัญ อยากเปิดร้านกาแฟให้ปังแนะนำให้ทำตามนี้
Chao Doi
Chao Doi

ปี 2023 อยากเปิดร้านกาแฟเป็นของตัวเองทำอย่างไรดี สำหรับคนที่มีความคิดนี้ต้องบอกว่านี่เป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดสำหรับการเปิดร้านกาแฟเลยทีเดียว ผลวิจัยบอกว่าคนไทยดื่มกาแฟมากขึ้น และใส่ใจในคุณภาพโดยไม่ติดว่าจะต้องจ่ายเงินแพงขึ้น ซึ่งทำให้กาแฟแบบ Specialty Coffee กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในตอนนี้

แต่เพราะอย่างนี้เอง ทำให้มีร้านกาแฟใหม่ ๆ เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละเดือน การเปิดร้านกาแฟในปี 2023 จึงอาจจะไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ในบทความนี้ชาวดอยจึงรวบรวมสิ่งที่ต้องรู้ รวมถึงเทคนิคในการเปิดร้านกาแฟของตัวเองให้ปังมาฝากกัน

ทำความรู้จักประเภทของร้านกาแฟ

จะเปิดร้านกาแฟทั้งที สิ่งแรกที่ต้องรู้ก่อนเลยคือภาพในหัวของเรามองเห็นเป็นร้านกาแฟไซส์ขนาดไหน ตอบรับลูกค้าแบบใด และนี่คือประเภทของร้านกาแฟที่คุณต้องรู้จัก

ร้านกาแฟที่ชื่อตามตัวเลย คำว่า Kiosk มีรากศัพท์มาจากภาษาตุรกี ที่มีความหมายตามเจ้าของภาษาว่า ‘ศาลา’ และถ้าเราพิมพ์คำว่า Kiosk Shop ก็จะเห็นร้านค้าที่เป็นลักษณะเหมือน Pop Up Store เล็ก ๆ และมักเป็น Open Air เดินเข้าออกได้

ส่วน Coffee Kiosk ต้องบอกว่าเป็นโมเดลร้านกาแฟสำหรับ Coffee Lover ที่เริ่มต้นอยากมีร้านกาแฟเป็นของตัวเอง เพราะนี่คือร้านกาแฟประเภทที่มีขนาดเล็กที่สุด ก็คือเป็นเพียงตู้หนึ่งตู้หรือเป็นแค่เคาน์เตอร์เท่านั้น บางร้านอาจมีสเกลใหญ่ขึ้น พร้อมกับที่นั่งนิดหน่อยประมาณ 3-4 โต๊ะ แต่บางร้านก็เป็นเหมือน Drive Thru มีฟังก์ชั่นเพียงแค่ Take Away อย่างเดียวเท่านั้น เพราะอย่างนี้เอง โลเคชั่นของ Coffee Kiosk จึงจำเป็นต้องเปิดในที่คนใช้สัญจรไปมาตลอดเวลาอย่างพลุกพล่านเป็นหลัก ไม่ว่าจะอยู่ติดกับสถานีรถไฟฟ้า ตั้งอยู่ภายในห้างสรรพสินค้า แทรกตัวอยู่ตามอเวนิวเก๋ ๆ หรือสเปซต่าง ๆ

ความสะดวกและรวดเร็วคือหัวใจหลักและเป็นกลุ่มเป้าหมายของร้านกาแฟประเภทนี้ เมนูทั้งเครื่องดื่ม ขนม หรืออื่น ๆ จำเป็นที่จะต้องเป็นตัว Recommend เท่านั้น เพราะลูกค้าของร้านคือคนที่ใช้เวลาตัดสินใจสั้น ๆ ซื้อด้วยความคุ้นชินและวางใจในความอร่อยของรสชาติที่ได้กินทุกวัน กาแฟมักจะเป็นตัวที่ให้ฟังก์ชั่นของคาเฟอีนเป็นหลักก็คือการช่วยให้ตื่นตัวนั่นเอง

สิ่งที่น่าสนใจคือเราจะเห็นว่า Coffee Kiosk เป็นร้านกาแฟแบบที่ใช้เงินลงทุนน้อยที่สุด แบรนด์ร้านกาแฟต่าง ๆ จึงมักเปิดแฟรนไชส์ในรูปแบบบนี้เยอะไปหมด แต่ร้านกาแฟแบบนี้มีข้อเสียตรงที่ข้อจำกัดของพื้นที่ ให้ลูกค้านั่งได้น้อย (หรือไม่ได้เลย) เมนูก็ต้องจำกัดไปตามพฤติกรรมของลูกค้าด้วยนั่นเอง

Full Service เป็นร้านกาแฟประเภทที่หลาย ๆ คนน่าจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีที่สุด ก็คือมีพื้นที่ใหญ่ขึ้น และเหมาะกับการใช้เวลาเพื่อนั่งจิบกาแฟช้า ๆ พร้อมทำอย่างอื่นไปได้ด้วย สำหรับคนที่สนใจอยากเปิดร้านกาแฟในประเภทนี้ ต้องเข้าใจก่อนว่า Full Service จะแบ่งร้านออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ Chain Store กับ Independent

  • Chain Store คือร้านกาแฟที่เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ และมีสาขาไปทั่วทั่วประเทศ
  • Independent หรือ Local คือร้านกาแฟที่ไม่มีสาขา เป็นกิจการเล็ก ๆ ที่บางครั้งก็ดำเนินการโดยบาร์ริสต้ากับหุ้นส่วนของเขาที่อยู่ในร้าน

 

ร้านกาแฟแบบ Full Service จะใช้เม็ดเงินในการลงทุนมากกว่าประเภทก่อนหน้าค่อนข้างสูง แต่นั่นก็ตามมาด้วยการที่เราได้ร้านที่กว้างขวางขึ้น มีที่นั่งสำหรับลูกค้ามากขึ้น ตกแต่งร้านได้หลากหลายมากกว่า และเลือกได้ว่าจะเป็นร้านกาแฟแบบ Stand Alone ตั้งเดี่ยว ๆ ในพื้นที่ของตัวเอง เป็นร้านที่อยู่ในห้างหรือตึกของสำนักงาน หรือเปิดในปั๊มน้ำมันยังได้เลย

สิ่งที่ต้องคำนึงถึงต่อมาสำหรับร้านกาแฟแบบ Full Service คือเมนูในร้านที่มีมากขึ้น ทำให้ต้องใส่ใจในคุณภาพมากขึ้น มันจะไม่ได้มีแค่ลูกค้าประเภท Take Away ไว ๆ เพียงอย่างเดียวละ แต่จะมีลูกค้าประเภทที่ใช้เวลาอยู่ในร้านค่อย ๆ ดื่ม Americano , Mocha, Cappuccino, Latte หรือก็คือประเภทที่มานั่งดื่มกาแฟจริง ๆ การคิดเมนู Signature เพื่อสร้างความแตกต่างพร้อมมัดใจลูกค้าก็เป็นตัวเลือกที่ดีทีเดียว

ในส่วนของการลงทุนกับร้านกาแฟประเภทนี้ ถ้าเราไม่ได้อยากมีแบรนด์เป็นของตัวเอง การเลือกรับแฟรนไชส์จาก Chain Store ก็เป็นตัวเลือกที่ดี เพราะทางแบรนด์จะปูพื้นฐานพร้อมมีทุกอย่างไว้ให้ครบถ้วนแล้ว แต่ถ้าจะเลือกสร้างแบรนด์ของตัวเอง ก็เรียกว่าต้องเริ่มกันตั้งแต่ต้นหรือลงแรงค่อนข้างจะเยอะกว่า คาแรคเตอร์ของร้าน สูตรเมนูของร้าน เอาขนมอะไรมาวางดี ตกแต่งในธีมอะไร และอีกหลายสิ่งให้ต้องคิดเต็มไปหมด

เป็นประเภทของร้านกาแฟที่ตอบโจทย์กับคอกาแฟในประเทศไทยตอนนี้มากที่สุดก็ว่าได้ ถึงจะเป็นประเภทที่มีความใกล้เคียงกับร้านกาแฟแบบ Full Service แทบจะทุกอย่าง แต่สิ่งที่ทำให้ Specialty Coffee แตกต่างออกไปคือ ‘กาแฟ’ ในร้าน ซึ่งจะเน้นคัดกาแฟเมล็ดพันธุ์หายากจากทั่วโลก หรือยี่ห้อกาแฟจากโรงคั่วตัวดังได้รางวัลมาขายที่ร้าน จะเป็นกาแฟแบบพิเศษที่ราคาสูงกว่าปกติ แต่มาด้วยรสชาติที่ไม่ซ้ำใครแน่นอน

จะเรียกว่าเป็นร้านกาแฟทางเลือกที่ใส่ใจเรื่องศิลปะและสุนทรีย์ในการดื่มกาแฟที่มากยิ่งขึ้นก็ไม่ผิด ในร้านกาแฟแบบ Specialty Coffee เราจะได้ดื่มเมนูอย่าง Dirty Coffee เทรนด์จากญี่ปุ่น หรือ Cold Brew Coffee ไปจนถึงเมนูที่มีน้ำผลไม้เข้ามาเป็นส่วนผสมอย่าง Orange Coffee เพราะฉะนั้นร้านกาแฟประเภทนี้จึงเป็นร้านของคนที่หลงใหลในกาแฟจริง ๆ และสำหรับเจ้าของธุรกิจก็เป็นร้านกาแฟแบบที่ต้องใช้บาริสต้าผู้มีทักษะในการชงที่เชี่ยวชาญ ทั้งยังต้องเป็นนักค้นคว้าศึกษาข้อมูลเพื่อเปิดรับกาแฟพันธุ์ใหม่ ๆ ที่แตกต่างจากตลาดทั่วไปอยู่ตลอดเวลา

เรียกว่าเป็นร้านกาแฟแห่งโลกสมัยใหม่อย่างแท้จริง เมื่อศาสตร์ของ Mixologist ผู้คิดค้นสูตรแอลกอฮอลล์ Cocktail มาอยู่ในเทรนด์ Coffee Mixologist เมนูเครื่องดื่มที่ไม่ต่างจากการทดลองวิทยาศาสตร์ก็เกิดขึ้นมา

ร้านกาแฟแบบ Coffee Mixologist คือ Specialty Coffee ที่มีเมนูขั้นกว่า ยกตัวอย่างเช่น Nitro Cold Brew กาแฟที่ให้รสสัมผัสคล้ายกับการดื่มเบียร์ หรือเมนูจากร้านแบบ Chain Store อย่าง Star Buck ที่ก็มีการใช้ศาสตร์ของ Coffee Mixologist อย่าง Starbucks DRAFT เครื่องดื่มเย็นผสมไนโตรเจนเสิร์ฟตรงจากแท็บกดแบบเบียร์ หรือกาแฟผสม Nitro Milk เป็นต้น

ความแตกต่างของ Coffee Mixologist เมื่อเทียบกับร้านกาแฟแบบอื่น คือการมีเมนูเครื่องดื่ม (โดยเฉพาะกาแฟ) ที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ และความรู้ในด้านวิทยาศาสตร์ของเครื่องดื่มอย่างเชี่ยวชาญ แต่ละร้านก็จะมี Signature Drink เป็นของตัวเอง เรียกว่าเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ของคนดื่มกาแฟเลยทีเดียว

เทคนิคสำคัญตัวช่วยของธุรกิจร้านกาแฟในยุคนี้

เทคนิคสำคัญตัวช่วยของธุรกิจร้านกาแฟในยุคนี้

บอกได้เลยว่าเพียงใจที่รักในกาแฟอย่างเดียวนั้นไม่สามารถช่วยให้เปิดร้านกาแฟได้ราบรื่นไปตลอดได้อย่างแน่นอน เพราะยังมีปัจจัยอีกหลายอย่างในการทำธุรกิจนี้ แต่จะมีอะไรบ้าง หยิบสมุดขึ้นมาจดเช็กลิสต์ไปพร้อมกันเลย

สิ่งที่ต้องเข้าใจในส่วนนี้คือเงินลงทุนเพื่อเปิดร้านกาแฟจะแบ่งออกเป็นหลัก ๆ อยู่ 2 ประเภท คือ ‘เงินลงทุนเริ่มต้น’ กับ ‘เงินลงทุนหมุนเวียน’

สำหรับเงินลงทุนเริ่มต้นนั้น คือเงินในวัน DAY0 ของร้าน เริ่มกันตั้งแต่ค่าก่อสร้าง ค่ารีโนเวทภายใน ค่าออกแบบภายนอก ซื้อเฟอร์นิเจอร์เข้าร้านพร้อมของตกแต่งต่าง ๆ ค่าช่างทั้งหลายตั้งแต่ระบบน้ำ ไฟ ไปจนถึงช่างแอร์ สุดท้ายก็คืออุปกรณ์ชงกาแฟ เครื่องทำขนม ตู้เย็น อุปกรณ์และวัตถุดิบเสริมต่าง ๆ โดยมาตรฐานแล้วเงินเริ่มต้นจะตั้งกันอยู่ที่ประมาณ 300,000 – 2,000,000 บาท ขึ้นอยู่กับว่าร้านกาแฟของเราเป็นร้านประเภทไหน

เงินลงทุนหมุนเวียนหรือ Fixed Cost เมื่อเรามาถึง DAY1 กันแล้ว ค่าใช้จ่ายต่อเดือนที่ตามมาก็จะมีหน้าตาประมาณนี้

  • บรรจุภัณฑ์ : เริ่มต้นกันตั้งแต่แก้วกาแฟ ที่แบ่งเป็นแก้วกระดาษสำหรับเครื่องดื่มร้อน และพลาสติกสำหรับเครื่องดื่มเย็น ไปจนถึงหลอด กระดาษทิชชู่ กล่องใส่ขนมสำหรับ Take Away ตามแต่ละไซส์ของปริมาณในหนึ่งออเดอร์อีก แล้วหากว่าเราจะทำสกรีนโลโก้ของร้านลงบนบรรจุภัณฑ์เพื่อสร้างแบรนด์ดิ้งที่ดี ก็จำเป็นที่จะต้องดีลกับโรงงานสั่งผลิตในปริมาณที่จะได้ราคาถูกที่สุด แต่อันนี้ก็ต้องคำนึงถึงที่จัดเก็บในร้านด้วยเหมือนกัน
  • วัตถุดิบสำหรับเมนูกาแฟและขนม : ขึ้นชื่อว่าเป็น Cafe หรือ Coffee Shop ก็จะมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่เมล็ดกาแฟ ไปจนถึงผงสำหรับชงเครื่องดื่มต่าง ๆ ไม่ว่าจะช็อกโกแลต วานิลลา ชาเขียว แล้วถ้ามีเบเกอรี่ด้วยก็จะมีวัตถุดิบพวกขนมปัง ครัวซองต์เพิ่มขึ้นมาอีก สิ่งที่ต้องคิดให้ดีสำหรับข้อนี้คือการสต็อกของ โดยคำนวณจากยอดขายต่อวันหรือต่อสัปดาห์ และการหมดอายุของวัตถุดิบนั้น ๆ
  • ค่าจ้างพนักงาน : เราแบ่งพนักงานเป็น 2 ประเภท คือ Full Time กับ Part Time และแต่ละตำแหน่งก็มีค่าจ้างที่ต่างกันไป สิ่งที่มาคิดต่อคือในร้านจะมีพนักงานกี่คน ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาของจำนวนลูกค้าที่มาใช้บริการ นอกจากนั้นก็ยังมีเรื่องของสวัสดิการ ค่าล่วงเวลา (OT) โบนัส ที่ต้องบวกเพิ่มเข้าไปอีก
  • ค่าเช่าสถานที่ : สิ่งที่ต้องรู้ในเบื้องต้นคือค่าเช่าประกอบไปด้วยรายละเอียดตามนี้ ค่าเช่ารายเดือน ต้องจ่ายล่วงหน้ากี่เดือน เงินมัดจำกับเงินประกันสัญญาคิดอย่างไร เป็นหนึ่งในส่วนสำคัญที่สุดในการเลือกโลเคชั่นสำหรับเปิดร้านเหมือนกัน ถ้าสัญญาเช่าดีก็ช่วยให้เราประหยัดเงินไปได้เยอะ เพราะยังมีค่าสาธารณูปโภคน้ำและไฟที่ต้องคิดต่ออีกด้วย

การกำหนดกลุ่มเป้าหมายของร้านกาแฟเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะยังหมายถึงการเลือกโลเคชั่นที่ตอบโจทย์กับลูกค้าและนำไปสู่กำไรในที่สุด ซึ่งวิธีการไม่ใช่แค่ดูว่าทำเลที่เราเลือกเปิดร้านกาแฟนั้นอยู่ใกล้กับ BTS หรือเปล่า เดินทางมาสะดวกมั้ย หรือติดกับห้างที่ผู้คนพลุกพล่าน แต่เราต้องทำการสำรวจถึงสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมของคนในโลเคชั่นตรงนั้น เช่น ร้านตั้งอยู่ในซอยหลังมหาวิทยาลัย นักศึกษาเหล่านั้นชอบดื่มกาแฟแบบไหน เป็นผู้หญิงหรือผู้ชายที่ตอบโจทย์เมนูของเรามากกว่ากัน บริเวณรอบ ๆ มีตึกสำนักงานด้วยมั้ย พนักงานออฟฟิศเป็นผู้คนไลฟ์สไตล์แบบไหน เป็นต้น อีกสิ่งที่ต้องคิดคือหากมีร้านกาแฟคู่แข่งที่อยู่ในบริเวณเดียวกัน ร้านเขาเป็นประเภทไหน มีที่จอดรถให้บริการหรือตกแต่งร้านให้ออกมาถ่ายรูปสวยกว่าเราหรือเปล่า

เรียกว่า Knowledge เป็นสิ่งสำคัญแรกสุดสำหรับทุกอย่างในการเปิดร้านกาแฟเลยก็ว่าได้ เพราะถ้าเราที่เป็นเจ้าของร้าน รวมถึงพนักงานที่ไม่เข้าใจตั้งแต่กระบวนการคัดเลือกเมล็ดกาแฟ วิธีการชงที่เหมาะสม ไปจนถึงการใช้อุปกรณ์ผิดประเภท คุณภาพของสินค้าที่ดีก็ยิ่งมีเปอร์เซ็นต์น้อยลงอย่างเห็นได้ชัดถ้าเทียบกับร้านที่สร้างขึ้นจากคนที่มีความรู้ในกาแฟจริง ๆ

ทำธุรกิจสิ่งที่ต้องคิดอีกอย่างคือการประเมินว่าเราจะสามารถคืนทุนที่ลงไปในระยะเวลาเท่าไหร่ให้ชัดเจน หลักเดือนหรือหลักปี และต้องวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนเพื่อปรับปรุงร้านให้ดียิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ ซึ่งวิธีการคิดเลขสำหรับข้อนี้ คือคำนวณจากต้นทุนเริ่มทั้งหมด (ไม่รวมเงินทุนหมุนเวียน) หารด้วยกำไรจากการดำเนินงานต่อเดือน (ให้คำนวณจากจำนวนแก้วที่ขายได้ทั้งหมดของแต่ละเดือน แล้วนำไปลบกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของแต่ละเดือน) เราก็จะได้จำนวนเดือนทั้งหมดที่จะไปถึงจุดคืนทุน

ข้อควรระวังที่ต้องรู้ก่อนเปิดร้านกาแฟ

ข้อควรระวังที่ต้องรู้ก่อนเปิดร้านกาแฟ

รู้เทคนิคที่ช่วยเพิ่มเปอร์เซ็นต์ในการเปิดร้านกาแฟให้รอดแล้ว มาเช็กลิสต์จุดอันตรายที่ต้องระวังให้ดีกันสักหน่อยดีกว่า

1.ขาดแผนการลงทุนที่ดีพอ : เพราะว่าการใช้เงินลงทุนในธุรกิจกาแฟนั้นเต็มไปด้วยรายละเอียดยิบย่อย แถมต้นทุนก็ไม่สามารถที่จะฟิกซ์ให้คงที่ได้อยู่ตลอดเวลาอีก เวลาผ่านไป 1 ปีค่าเช่าขึ้นมา 30% หรือ มีร้านกาแฟเปิดใหม่ใกล้กันจนทำให้ต้องงัดโปรโมชั่นออกมาสู้ แล้วอย่างที่รู้ว่าวัตถุดิบที่ใช้ในร้านเองก็ปรับราคาขึ้นลงตามสภาพเศรษฐกิจอยู่ตลอดเวลา ถ้าวางแผนการเงินไม่ดีก็เสี่ยงที่จะขาดทุนหรือทำให้คืนทุนได้ช้ากว่าที่ตั้งใจเอาไว้แน่ ๆ สิ่งสำคัญอีกอย่างคือการทำงบการเงินในแต่ละเดือน ดูผลลัพธ์ของสิ่งที่ Do Best เพื่อวางแผนกลยุทธ์บริหารร้านอยู่เสมอ เพราะร้านที่มีคุณภาพก็สามารถดึงดูดลูกค้าให้มากขึ้นด้วย

2.การไม่เข้าใจวัตถุดิบหรือใช้อุปกรณ์ผิดประเภท : อย่างที่บอกว่าความรู้ความเข้าใจในวัตถุดิบเป็นสิ่งสำคัญมากของธุรกิจร้านกาแฟ เอาแค่เมล็ดกาแฟอย่างเดียว ก็มีหลากหลายสายพันธ์ุเต็มไปหมด คาแรคเตอร์ต่างกันไป พอเข้าสู่ขั้นตอนการชงก็มีทั้งระดับคั่วอ่อน คั่วกลาง คั่วเข้ม ไหนจะร้านที่เป็น Slow Bar ที่มีการดริปกาแฟอีก ยังไม่นับพวกวัตถุดิบเสริมอย่างนม น้ำตาล อีกสิ่งที่ต้องเข้าใจก็คือเรื่องของอุปกรณ์ในร้านกาแฟ เราจำเป็นต้องซื้อเครื่องชงกาแฟที่ตอบโจทย์กับกลุ่มเป้าหมาย ทั้งในแง่ของปริมาณการชงต่อวัน ตลอดจนรสชาติที่ตอบโจทย์

3.ไม่สำรวจกลุ่มเป้าหมายก่อนตั้งราคาไม่ได้ : ถ้าเราทำการบ้านกับกลุ่มเป้าหมายได้ไม่ดีพอ ก็จะนำมาสู่การตั้งราคากาแฟไม่สอดคล้อง เช่น ตั้งราคากาแฟถูกเอาปริมาณคนซื้อก่อน พร้อมทั้งปรับปริมาณคุณภาพลงกาแฟเพื่อควบคุมต้นทุน แต่ไม่รู้ว่าลูกค้าของเรามีกำลังซื้อของมีคุณภาพราคาสูง เป็นต้น

ก่อนจะเปิดร้านกาแฟสักร้านจำเป็นต้องถามตัวเองก่อนว่าเข้าใจธุรกิจกาแฟ พฤติกรรมของผู้คนที่ดื่มกาแฟ และการจัดสรรเงินลงทุนได้ดีพอหรือยัง เพราะถ้าเข้าใจสิ่งเหล่านี้แล้วก็ไม่มีอะไรที่ต้องกลัวเลย ถึงแม้ว่าคุณอยากจะเป็นเจ้าของร้านกาแฟแบบ Independent ที่ต้องเริ่มทุกอย่างตั้งแต่แรกด้วยตัวเองก็ตาม

แต่หากคุณเป็นคนที่กำลังสนใจอยากเปิดร้านกาแฟที่เป็นแฟรนไชส์อยู่ล่ะก็ ‘ชาวดอยคอฟฟี่’ (Chao Doi Coffee) ร้านกาแฟสดสายพันธุ์ใหม่สัญชาติไทย ที่ดูแลโดย Aroma Group ผู้ทำธุรกิจด้านกาแฟคั่วบดมากว่า 60 ปี เป็นอีกตัวเลือกที่มองข้ามไม่ได้เลยล่ะ

มั่นใจได้เลยว่าทุกคนสามารถมีร้านกาแฟแรกของตัวเองได้อย่างมั่นคงและมีมาตรฐาน เพราะทางอโรม่า กรุ๊ปมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาธุรกิจตลอดเวลา แถมก่อนจะเริ่มต้นก็มีการอบรมพื้นฐานในสร้างความเข้าใจทุกอย่างที่ต้องรู้สำหรับทำธุรกิจร้านกาแฟอีกด้วย ตั้งแต่ขั้นพื้นฐานทำความรู้จักเมล็ดกาแฟ เรียนเทคนิคการชงกาแฟแบบบาริสต้า ไปจนถึงเคล็ดลับการบริหารร้านกาแฟสดให้ได้กำไร และบริการลูกค้าอย่างไรให้พึงพอใจมากที่สุด ขอแค่มีใจรักก่อนก็เหมือนทำสำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้ว

ไม่เท่านั้นนะ คุณยังสามารถดีไซน์ชาวดอยคอฟฟี่ในแบบของตัวเอง ผ่านชุดธุรกิจชาวดอยคอฟฟี่ที่มีให้เลือกถึง 3 แบบ เริ่มกันตั้งแต่เป็นร้านขนาดกลางที่มีเพียงฝั่งของ Speed Bar ไปจนถึงร้านขนาดใหญ่ที่มี Slow Bar กันเลยล่ะ เรียกว่าลงทุนครั้งเดียวจบ ไม่มีค่าแฟรนไชส์ ไม่เก็บเปอร์เซ็นต์ขายรายเดือนอีกด้วย