รวม 5 ประโยชน์ของชาที่ใครหลาย ๆ คนยังไม่รู้!

รวม 5 ประโยชน์ของชาที่ใครหลาย ๆ คนยังไม่รู้
Chao Doi
Chao Doi

ถ้าให้จัดท็อป 3 อันดับเมนูเครื่องดื่มที่นิยมทั่วทั้งโลก เชื่อเลยว่ายังไงผลโหวตแบบเอกฉันท์ก็ต้องมี ‘ชา’ อยู่ในนั้นอย่างแน่นอน

ไม่ว่าจะชานม / ชาเขียว / ชาน้ำผึ้ง และไม่ว่าจะชงด้วยอุณหภูมิร้อนหรือเสิร์ฟมาแบบเย็นก็ตาม ชาเป็นเครื่องดื่มที่มีทุกรูปแบบที่ตอบโจทย์กับทุกความชอบของผู้คน แต่เพื่อน ๆ รู้กันหรือเปล่าว่าเมื่อพูดถึงประวัติศาสตร์ของชานั้น เราต้องย้อนกันกลับไปไกลก่อนคริสตกาลกันเลย และความอร่อยของเจ้าชาก็มีความสำคัญทั้งในเชิงของการเมือง สังคม และผู้คนเอามาก ๆ มาตั้งแต่แรก

จุดเริ่มต้นของชาใบแรก

เชื่อกันว่าจุดกำเนิดของชาเกิดขึ้นในช่วงประมาณ ปี 2737-2750 ก่อนคริสตกาล

มันเป็นบ่ายธรรมดาวันหนึ่งที่ Shen Nong (หรือ Shen Nung ในบางแหล่งข้อมูล) จักพรรพัดของประเทศจีนในช่วงเวลานั้น ตัดสินใจใช้ยามว่างพักผ่อนหย่อนใจอยู่ภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ พลางต้มน้ำร้อนดื่มเพื่อขับไล่ความหนาวไปพลาง แต่แล้วจู่ ๆ ลมก็พัดเข้าใส่อย่างรุนแรง จนใบไม้ได้จากต้นเกิดปลิดปลิวร่วงเข้าไปในหม้อต้มน้ำของเขา ต้นไม้ต้นนั้นคือ ‘ต้นชา’ และนั่นคือน้ำชาแก้วแรกของโลก เมื่อพบว่ารสชาติอันแปลกใหม่นี้อร่อยมาก Shen Nong ก็ทดสอบหลายอย่างจนพบว่าใบชามีคุณสมบัติรักษาโรคด้วยอีกต่างหาก

จากวันนั้น ต้องใช้เวลากว่า 3,000 ปี ชาถึงเป็นที่รู้จักและเป็นของดีประจำชาติประเทศจีนในช่วงสมัยของราชวงถัง (ค.ศ. 618-907) แต่ว่าชาถูกส่งออกไปจากแผ่นดินใหญ่ตอนไหนกัน ?

ข้ามเวลามาในปี 1610 ชาวดัตช์เป็นชาวต่างชาติกลุ่มแรกที่ดื่มชาและพาชาเข้าสู่ทวีปยุโรป โดยเรือของบริษัทชื่อ Dutch East India Company ก่อนที่ชาจะเข้าสู่ช่วงสำคัญของประวัติศาสตร์ในปี 1650 มุ่งหน้าสู่หมู่เกาะที่ชื่อว่า ‘อังกฤษ’ และกระจายเข้าวัฒนธรรม Tea Time

ในปี 1657 ชายชื่อ Thomas Garway ชาวบริติชคนแรกผู้เปิดร้านชาอย่างเป็นจริงเป็นจัง และทำให้การดื่มชากลายเป็นที่นิยมมาก ๆ ขึ้นมาหลังจากที่อังกฤษนิยมดื่มกาแฟมาอย่างยาวนาน ไม่เท่านั้น ความไวรัลในวัฒนธรรมยิ่งกระจายออกไปเป็นวงกว้างมากขึ้น เมื่อเจ้าหญิงกาตารีนาแห่งบรากังซา (Catherine of Braganza) แห่งราชวงศ์โปรตุเกศ คู่อภิเษกสมรสของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 เป็นคนนำเสนอไอเดีย Tea Time ต่อศาลอังกฤษ จนทำให้ช่วงศตวรรษที่ 19 ชากลายเป็นส่วนสำคัญของชีวิตคนอังกฤษยาวนานมาจนถึงทุกวันนี้

จากชาใบแรกในหม้อของ Shen Nong เจ้าใบสีเขียวเดินทางไปไกลทั่วทุกมุมโลก มีชาที่ถูกปลูกขึ้นในไต้หวัน (Formosa Tea) / ชาจากรัฐอัสสัม (Assam) ของอินเดียที่นำเข้าอังกฤษในปี 1839 และแน่นอนกับชาเขียวมัทฉะที่โด่งดังที่สุดในโลก ที่เกิดจากพระภิกษุชาวญี่ปุ่น Myōan Eisai นำเมล็ดชาชุดแรกจากจีนกลับสู่เกียวโต

นี่คือส่วนหนึ่งของการเดินทางครั้งสำคัญของชา ที่ทำให้กลายเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมที่สุดชนิดหนึ่งของโลก และเพื่อให้เห็นความสุนทรียะของชาที่มากขึ้น เราจะมาทำความรู้จักชาให้มากขึ้น โดยเริ่มจากประเภทของชากันก่อนเลย

ชนิดของชาที่ต้องรู้จัก

ชนิดของชาที่ต้องรู้จัก

ชาทุกชนิดเกิดจากสิ่งเดียวกันคือ ‘ต้นชา’ ที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Camellia Sinensis เป็นต้นไม้ซึ่งเติบโตได้ดีท่ามกลางสภาพอากาศที่มีแดดออกตลอดวัน กลางคืนอันเย็นสบาย และฝนตกชุมฉ่ำ แต่ว่าชนิดของชานั้นเกิดขึ้นจากการเลือกส่วนของใบชา ผ่านกรรมวิธีการหมัก เพื่อให้เกิดการทำปฎิกิริยาที่เรียกว่า ออกซิเดชั่น (oxidation) หรือ ออกซิได (oxidized)

ชาดำ เป็นชาที่พบได้ทั่วไปมากที่สุดบนโลก โดยคิดเป็นสัดส่วน 85% ของการบริโภคชาทั้งหมดในตะวันตก ชาดำคือชาที่ถูกนำไปคั่วและผ่านกระบวนการ oxidized แบบสมบูรณ์ จะสังเกตได้ว่ามีสีที่เข้มน้ำตาลออกแดง รสชาติสุดเข้มขม กลิ่นหอมชัดเจน พร้อมปริมาณคาเฟอีนที่สูงกว่า และแทนนิน (ความฝาดที่พบได้ในไวน์) ที่มากกว่าชาชนิดอื่น

ชาเขียว คือ ชาที่ไม่ผ่านกระบวนการออกซิได (unoxidized) หลังจากที่เก็บเกี่ยวใบชาแล้ว จะถูกนำไปผ่านความร้อนทันที เพื่อทำลายเอนไซม์ (enzymes) ซึ่งจะก่อให้เกิดกระบวนการ ‘unoxidized’ ซึ่งชาเขียวจะได้คุณประโยชน์ สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน และแร่ธาตุซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ดังนั้นเองเราถึงนิยมกินชาเขียวแท้ ๆ เพื่อประโยชน์ ถึงแม้จะนำไปใส่นมหรืออื่น ๆ ให้อร่อยไปอีกแบบได้ก็ตาม

ชาอู่หลง เป็นชนิดของชาแบบกึ่งออกซิได (semi-oxidized) ตัวใบที่เก็บเกี่ยวแล้วจึงจะถูกพักไว้ก่อน 2-4 ชั่วโมงหลังเก็บเกี่ยว ก่อนที่จะนำไปผ่านความร้อนเพื่อหยุดกระบวนการออกซิได ซึ่งปริมาณ oxidation เป็นสิ่งที่ส่งผลต่อรสชาติของใบชาชนิดนี้มาก ๆ การปล่อยให้เกิดกระบวนการออกซิไดซ์ที่ยาวนาน ก็แน่นอนว่าจะไปทางเข้มข้นแบบชาดำ แต่ว่าการปล่อยให้เกิดกระบวนการนี้แบบระยะสั้น ก็จะได้อะไรที่เป็นแบบชาเขียวมากกว่า แต่อู่หลงก็มีหน้าตาและรสชาติอันละเอียดอ่อนไม่เหมือนกับทั้ง 2 ชนิด

ชาขาว คือ ชาที่ผ่านการแปรรูปน้อยที่สุด จะเก็บเกี่ยวในตอนที่เป็นดอกตูมและเป็นใบอ่อน เมื่อเก็บเกี่ยวมาแล้วจะต้องทำให้แห้งด้วยการผึ่งแดดก่อน จากนั้นผึ่งลงให้แห้งภายใน 48 ชั่วโมง จะได้ความสดของชาอยู่ สีเหลืองทองอร่ามของอู่หลงมาด้วยกลิ่นหอมอ่อน ๆ และความเข้มที่ไม่มากจนเกินไป

ชาสมุนไพร เป็นชาที่ประกอบหรือชงขึ้นจากสมุนไพร ดอกไม้หรือผลไม้หลากชนิด น้ำมันหอมระเหยในดอกไม้ช่วยเรื่องความผ่อนคลาย มีวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย ซึ่งเป็นชาที่ไม่มีปริมาณคาเฟอีนเลย ชาสมุนไพรแบ่งออกเป็นหลายประเภท รวมถึงชาที่มีส่วนผสมเพียงชนิดเดียวอย่าง Peppermint และ Chamomile หรือชาที่ผสมหลากหลายอย่าง Lavender Lullaby กับ Atomic Gold

วมเหล่าประโยชน์ของชา

รวมเหล่าประโยชน์ของชา

แน่นอนว่าตั้งแต่สมัยแรกก่อนคริสตกาลที่ค้นพบว่า ชา นอกจากจะเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุนทรียะแล้ว ก็ยังใช้เป็นยารักษาโรคได้ด้วย มีทั้งสารต้านอนุมูลอิสระ มีวีตามิน และอื่น ๆ ที่เราขอชวนไปรู้จักกันในบรรทัดต่อไป

1. ทำให้มีอายุยืนยาวขึ้น: งานวิจัยปี 2022 ที่ตีพิมพ์ใน Annals of Internal Medicine หนึ่งในวารสารการแพทย์ของอเมริกาที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดของโลก ผลจากการวิจัยกับการติดตามผลกว่าหนึ่งทศวรรษ และตัวอย่างการทดลองกว่าครึ่งล้านคนแสดงให้เห็นว่า ชาวอังกฤษที่ดื่มชาวันละ 2 แก้วขึ้นไป มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตน้อยกว่าคนที่ไม่ได้ดื่มชาถึง 13% โดยเฉพาะกับคนมที่ดื่มชาดำ

ซึ่งเชื่อว่าคงเป็นเพราะสรรพคุณของชาที่มีสารต้านอนุมูลอิสระอย่าง Polyphenols กับ Catechin อันเป็นสารที่ช่วยลดโอกาสเกิดของมะเร็ง ช่วยยับยั้งไม่ให้เป็นโรคความดันโลหิต และอีกสารพัดประโยชน์

2. ช่วยลดความเครียด: เอาจริง ๆ ชามีความคล้ายกาแฟอยู่ 2 อย่างในส่วนที่สามารถช่วยผ่อนคลายจากความเครียดต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน

  • การต้มชามีกระบวนการที่ต้องรอคอยและไม่รีบร้อนเกินไปกว่าจะต้ม กว่าจะคนจนเข้าที่ และค่อย ๆ จิบเพื่อดื่มด่ำรสชาติกับกลิ่น เป็นการบำบัดความเครียดผ่านกระบวนการชงชา
  • ชามีกรดอะมิโน ‘แอล-ธีอะนีน (l-theanine)’ เป็นสารที่ช่วยในเรื่องของความผ่อนคลาย ทำให้ไม่วิตกกังวล แถมยังช่วยเรื่องการนอนไม่หลับอีกด้วย

3. ชาบำรุงกระดูก: งานวิจัยในปี 2002 ชื่อ ‘Epidemiological Evidence of Increased Bone Mineral Density in Habitual Tea Drinkers’ พบว่าเมื่อดื่มชาทุกวัน ๆ เป็นเวลากว่า 10 ปี ความหนาแน่นของกระดูกจะเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นผล โดยเฉพาะในชาเขียว และเชื่อว่าเป็นผลมาจากสารต้านอนุมูลอิสระ

4. ลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน: หลาย ๆ คนน่าจะเคยได้ยินที่คนบอก ๆ ต่อกันมาว่า ‘ดื่มชาช่วยลดน้ำหนักได้’ และความจริงก็คือชาไม่มีแคลอรี่ (calorie free) ถ้าไม่เติมนมหรือน้ำตาลเพิ่มเข้าไปนะ แถมบางงานวิจัยบอกว่าสารคาเฟอีนกับ คาเทชิน (Catechin) ในชาอาจจะช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้มากขึ้นด้วย ไม่เท่านั้น ว่ากันว่าสาร โพลีฟีนอล (Polyphenols) มีความสามารถในการยับยั้งเอนไซส์ เช่น แลคโตสและชะลอการดูดซึมกลูโคสก็มีส่วนช่วยในการยับยั้งการเกิดโรคเบาหวานเหมือนกัน

5. ลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ: ที่ชามีส่วนช่วยให้หัวใจแข็งแรงนั้นเป็นเพราะสารหลากประโยชน์ที่เราพูดถึงบ่อยครั้งมากในหัวข้อนี้ อย่างโพลีฟีนอลและอีกอย่างคือสารคาเทชินที่พบได้มากเป็นพิเศษในชาเขียวซึ่งจะแสดงผลที่ดีต่อหลอดเลือดและหัวใจ

ตอนเช้าคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการดื่มชา

คนจะนิยมดื่มชาเขียวในตอนเช้าเพื่อช่วยในเรื่องการโฟกัสและสมาธิ เป็นเพราะว่าคาเฟอีนมีความสามารถช่วยให้เราตื่นตัวต้อนรับวันใหม่ ไม่เพียงเท่านั้น กรดอะมิโนแอล-ธีอะนีนอย่างที่เล่าไปว่าช่วยในเรื่องของการผ่อนคลาย จะเข้ามาช่วยเซ็ทการทำงานของสมองและอารมณ์ให้นิ่งสงบพร้อมเจอกับเอเนอร์จี้ของวันใหม่ที่เข้ามาได้อย่างเต็มที่

อย่าดื่มชาเป็นสิ่งแรกหลังจากตื่นนอน เพราะจะทำให้เราจะไม่ได้รับประโยชน์จากคาเฟอีนเลย สาเหตุมาจากทันทีที่เราตื่นร่างการจะผลิตฮอร์โมนที่เรียกว่า คอร์ติซอล (Cortisol) ออกมา เพื่อให้เราตอบสนองต่อสู้กับความเครียดของร่างกาย เช่นการอักเสบต่าง ๆ แล้วคาเฟอีนคือตัวร้ายที่ไปก่อกวนการผลิตฮอร์โมนตัวนี้ แนะนำว่าหลังตื่นให้รอสักประมาณ 60-90 นาที เพื่อให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนคอร์ติซอลได้เต็มที่ก่อน จากนั้นค่อยดื่มชาแก้วแรกได้ตามสบายเลย

ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมสายสุขภาพทุกคนจึงเลือกการดื่มชาเข้าไปในตารางรูทีนประจำวัน สามารถพูดได้ว่าเป็นเครื่องดื่มที่ให้ทั้งฟังก์ชันของรสชาติที่อร่อย และสรรพคุณประโยชน์ต่อร่างกายในทุกรูปแบบเลยจริง ๆ

เป็นที่รู้กันว่าชาวดอยเองก็ปรุงทุกแก้วให้ทุกคนจากใบชาชั้นดีของเรา สำหรับใครที่กำลังมองหาชาอร่อยและดีอยู่ ขอแนะนำชาร้อน 2 แก้วที่ฮอตที่สุดของเราในตอนนี้ ‘ชาร้อนกลิ่นมะลิ (Hot Jasmine Tea)’ แก้วที่ความประทับใจแรกจะลอยขึ้นไปเตะจมูกคุณด้วยกลิ่นมะลิหอมอบอวบล พร้อมรสชาติที่เข้มข้นสุดลงตัว กับ ‘ชาร้อนกลิ่นสตรอเบอร์รี่ (Hot Strawberry Tea)’ ชาผลไม้เปรี้ยวหวานสุดลงตัว ตอบโจทย์คนรักสตรอว์เบอร์รี่ที่รับรองว่าเป็นชาเอกลักษณ์ของชาวดอยที่ไม่เคยดื่มที่ไหนมาก่อนแน่นอน